บทความทั้งหมด
ผู้ปกครอง25 ตุลาคม 2569 · อ่าน 5 นาที

เด็กควรเรียนทักษะอะไรในยุค AI — สิ่งที่ข้อมูลบอก และสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ

นายจ้างทั่วโลกคาดว่าทักษะหลัก 39% จะเปลี่ยนภายในปี 2030 ส่วนเด็กไทยได้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ใน PISA ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก สรุปว่าทักษะไหนสำคัญ โค้ดดิ้งยังคุ้มไหม และทำไมพื้นฐานการอ่านและคณิตยังสำคัญที่สุด

คุณแม่ยืนหน้าบอร์ดไอคอนทักษะที่จัดเป็นต้นไม้ รากเป็นหนังสือและจุดตัวเลข กิ่งเป็นหลอดไฟ จิ๊กซอว์ หัวใจกับสองมือ และลูกโป่งประกายที่ยอด แมวนั่งบนกิ่งล่าง

สรุปเน้น ๆ

  • นายจ้างคาดว่า 39% ของทักษะหลัก จะเปลี่ยนภายในปี 2030 — "เปลี่ยน" ไม่ได้แปลว่า "หมดความจำเป็น"
  • ทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญที่สุดคือ การคิดวิเคราะห์ ส่วนทักษะที่โตเร็วที่สุดคือ AI และข้อมูลขนาดใหญ่ ตามด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และความใฝ่รู้
  • เด็กไทยได้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ใน PISA 2022 21 จาก 60 เทียบค่าเฉลี่ย OECD 33 อยู่ในกลุ่มท้าย
  • การเรียนเขียนโปรแกรมช่วยทักษะการคิดอื่นในระดับกลาง (g = 0.49) — เรียนเพื่อฝึกคิด ไม่ใช่เพื่อการันตีงาน
  • การอ่านและคณิตคือเกราะป้องกัน — เด็กต้องเข้าใจพอที่จะรู้ว่า AI ตอบผิด

ความกังวลที่พ่อแม่ทุกคนมี

พ่อแม่หลายคนอ่านข่าวว่า AI จะมาแทนงาน แล้วสงสัยว่าลูกควรเรียนอะไร ควรเลิกเรียนโค้ดดิ้งเพราะ AI เขียนโค้ดได้แล้วหรือเปล่า หรือควรเพิ่มคลาส AI ตั้งแต่ประถม บทความนี้รวมข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และแยกให้เห็นว่าอะไรรู้แน่ อะไรยังไม่มีใครรู้

นายจ้างมองหาทักษะอะไร

39%

ของทักษะหลักในการทำงาน ที่นายจ้างกว่า 1,000 รายใน 55 ประเทศคาดว่าจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030 ตามรายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum[1]

รายงานเดียวกันพบว่า การคิดวิเคราะห์ เป็นทักษะหลักอันดับหนึ่ง โดย 7 ใน 10 บริษัทมองว่าจำเป็น ทักษะที่โตเร็วที่สุดคือ AI และข้อมูลขนาดใหญ่ เครือข่ายและความปลอดภัยไซเบอร์ และความรู้ด้านเทคโนโลยี ตามด้วย ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และความใฝ่รู้ [1] นายจ้างคาดว่าจะมีงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่ง และงานที่หายไป 92 ล้านตำแหน่ง สุทธิเพิ่มขึ้นราว 78 ล้าน [1] ตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ของนายจ้าง ไม่ใช่การทำนายว่างานจะหายไปจำนวนมาก

ข้อสรุปสำหรับพ่อแม่คือ ไม่ต้องเลือกระหว่างทักษะเทคโนโลยีกับทักษะความเป็นมนุษย์ ลูกต้องการทั้งสองอย่าง

เด็กไทยกับความคิดสร้างสรรค์

PISA 2022 วัดความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 15 ปีเป็นครั้งแรก ทั้งการคิดไอเดียหลากหลายและการต่อยอดไอเดียของผู้อื่น เด็กไทยได้ 21 คะแนนจาก 60 เทียบค่าเฉลี่ย OECD 33 อยู่ในกลุ่มท้ายจาก 64 ประเทศ ขณะที่สิงคโปร์ได้สูงสุด 41 มาเลเซีย 25 และบรูไน 24 [2] OECD ยังระบุว่าผลของเด็กไทยต่ำกว่าที่ควรเป็นเมื่อเทียบกับคะแนนคณิตศาสตร์ของเด็กไทยเอง

อ่านตัวเลขนี้อย่างไร

ไม่มีหลักฐานว่าคลาสเรียนเสริมจะยกคะแนน PISA ได้ แต่ตัวเลขนี้บอกว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่เด็กไทยได้ฝึกน้อย และเป็นทักษะที่นายจ้างให้คุณค่ามากขึ้น กิจกรรมที่ให้เด็กได้สร้างผลงานของตัวเอง ทั้งศิลปะ ดนตรี และโค้ดดิ้ง เป็นพื้นที่ฝึกได้

โค้ดดิ้งยังคุ้มไหม

การวิเคราะห์รวม 105 งานวิจัยพบว่าการเรียนเขียนโปรแกรมช่วยทักษะการคิดอื่นในระดับกลาง (g = 0.49) โดยช่วย ความคิดสร้างสรรค์ คณิตศาสตร์ และการรู้คิด มากที่สุด แต่ผลจะเล็กลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ทำกิจกรรมอื่นแทน [3] สิ่งที่โค้ดดิ้งให้คือการแตกปัญหาเป็นขั้น คิดอย่างมีตรรกะ และลงมือสร้าง ซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ได้แม้ AI จะเขียนโค้ดได้

ในไทย วิชาวิทยาการคำนวณเป็นวิชาบังคับตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ตามหลักสูตรแกนกลางฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 เด็ก ป.1 เรียนแบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ป.4 เริ่มใช้ Scratch และ ม.1 เริ่ม Python [6] และเมื่อกันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการพัฒนาทักษะ AI ของ สพฐ. วงเงิน 1,601.53 ล้านบาท เพื่อเตรียมนักเรียนสำหรับ PISA 2029 ซึ่งจะวัดการรู้เท่าทันสื่อและ AI เป็นครั้งแรก [5] คลาสโค้ดดิ้งที่ศูนย์จึงเป็นการต่อยอด ไม่ใช่แทนสิ่งที่เรียนที่โรงเรียน

รู้เท่าทัน AI มากกว่าแค่ใช้เป็น

กรอบสมรรถนะด้าน AI สำหรับนักเรียนของ UNESCO ปี 2024 มี 4 ด้าน คือ ความคิดที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จริยธรรมของ AI เทคนิคและการใช้งาน AI และการออกแบบระบบ AI [4] การรู้เท่าทัน AI จึงไม่ใช่แค่สั่งงาน AI เก่ง แต่รวมถึงการตั้งคำถามกับคำตอบ และเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร

พื้นฐานคือเกราะป้องกัน

กระเป๋าเป้เปิดบนโต๊ะ มีการ์ดไอคอนหลุดออกมา หลอดไฟ แว่นขยาย ลูกโป่งคำพูดสองอัน จิ๊กซอว์ และลูกโป่งประกาย คุณแม่จัดการ์ดใส่กระเป๋า แมวถือการ์ดใบหนึ่ง
ความคิดสร้างสรรค์ · ความใฝ่รู้ · ทำงานกับคน · แก้ปัญหา · ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

เด็กจะรู้ว่า AI ตอบผิดได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจเรื่องนั้นพอ งานวิจัย RIGHTS.AI อ้างข้อมูลว่าเด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ด้านการคิดคำนวณ 65% และการอ่าน 71% ทั้งที่อัตราการจบประถมสูงถึง 99% และมีครูเล่าว่าเด็ก "ไม่เข้าใจคำตอบที่ได้มา" [8] การอ่านจับใจความและความเข้าใจตัวเลขจึงไม่ใช่ทักษะโบราณ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย

ทักษะทางสังคมและอารมณ์ก็สำคัญเช่นกัน การวิเคราะห์รวม 213 โปรแกรมพัฒนาทักษะสังคมและอารมณ์ในโรงเรียน นักเรียนกว่า 270,000 คน พบว่าช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น 11 เปอร์เซ็นไทล์ เทียบกับกลุ่มควบคุม [7]

  1. พื้นฐานก่อน — การอ่าน การคิดเลข และการเขียนอธิบาย
  2. ฝึกสร้าง — กิจกรรมที่ลูกได้สร้างผลงานของตัวเอง ทั้งศิลปะ ดนตรี โค้ด หรือหุ่นยนต์
  3. ฝึกตั้งคำถาม — ชวนลูกถามว่า "รู้ได้อย่างไรว่าจริง" กับทุกข้อมูล รวมถึงคำตอบจาก AI
  4. ฝึกทำงานกับคน — กิจกรรมกลุ่ม การนำเสนอ การรับฟังคนอื่น
  5. ใช้ AI อย่างมีผู้ใหญ่ดูแล ตามวัย และให้ลูกอธิบายกลับเสมอ

สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ

  • "AI จะมาแทนงานเกือบทั้งหมด" — นายจ้างในรายงาน WEF คาดว่างานใหม่จะมากกว่างานที่หายไป [1] สิ่งที่เปลี่ยนคือทักษะที่งานต้องใช้
  • "โค้ดดิ้งไม่จำเป็นแล้วเพราะ AI เขียนได้" — ประโยชน์ที่งานวิจัยพบคือทักษะการคิดที่ได้ระหว่างเรียน [3] ไม่ใช่แค่การเขียนโค้ดเป็น
  • "ยิ่งเริ่มคลาส AI เร็วยิ่งได้เปรียบ" — ยังไม่มีหลักฐานแบบนี้ในเด็กเล็ก และเครื่องมือ AI ส่วนใหญ่กำหนดอายุผู้ใช้ไว้ 13 ปีขึ้นไป
  • "คอร์สไหนติดคำว่า AI คือคอร์สแห่งอนาคต" — ถามศูนย์ว่าเด็กได้ลงมือสร้างอะไร และวัดความก้าวหน้าอย่างไร

ศูนย์ที่ใช้ KlassUp ให้ผู้ปกครองเห็นเส้นทางการเรียนรู้ของลูกเป็นภาพ ว่าผ่านระดับไหนมาแล้วและกำลังฝึกอะไร พร้อมผลงานที่ลูกสร้างเองในแต่ละคาบ ผ่านแอปใน LINE

แหล่งอ้างอิง

  1. EU Digital Skills & Jobs Platform — สรุป World Economic Forum, "The Future of Jobs Report 2025"
  2. OECD, PISA 2022 Results Volume III (Creative Thinking) — ตารางภาคผนวก เผยแพร่ซ้ำโดย CUHK (2024)
  3. Scherer, Siddiq & Sánchez Viveros, "The Cognitive Benefits of Learning Computer Programming", Journal of Educational Psychology (2019)
  4. UNESCO, "What you need to know about UNESCO's new AI competency frameworks for students and teachers" (2024)
  5. ผู้จัดการออนไลน์ (29 ก.ย. 2569) — ครม. อนุมัติโครงการ The Digital Skill & AI Competency Space ของ สพฐ.
  6. Blognone (20 พ.ค. 2561) — วิชาวิทยาการคำนวณในหลักสูตรแกนกลาง
  7. Durlak et al., "The Impact of Enhancing Students' Social and Emotional Learning: A Meta-Analysis", Child Development (2011)
  8. Pothong, "RIGHTS.AI Thailand", LSE Digital Futures for Children (2025)