AI กับศูนย์เรียนเสริม — ใช้ตรงไหนคุ้ม ตรงไหนเสี่ยง
งานวิจัยพบว่า AI ช่วยให้งานบางแบบเร็วขึ้นและดีขึ้นจริง แต่ทำให้งานบางแบบแย่ลง สรุปหลักฐานล่าสุด ข้อมูลการใช้ AI ของธุรกิจไทย และแบ่งงานในศูนย์เป็นสามระดับความเสี่ยง

สรุปเน้น ๆ
- ในงานบริการลูกค้า AI ช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้น 15% ต่อชั่วโมง และพนักงานใหม่ได้ประโยชน์ ราว 30%
- งานเขียนสั้น ๆ ใช้เวลาน้อยลง 40% และคุณภาพดีขึ้น 18% — แต่งานวิจัยไม่ได้ตรวจความถูกต้องของข้อเท็จจริง
- งานที่เกินความสามารถของ AI คนที่ใช้ AI ตอบถูกน้อยลง กว่าคนที่ไม่ใช้
- องค์กรไทยใช้ AI แล้ว 17.8% ในปี 2567 และส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลอง โดยเริ่มจากงานการตลาด
- ใช้ AI ร่างงาน ให้คนตรวจและตัดสินใจ และห้ามใช้ตัดสินเรื่องเด็กคนใดคนหนึ่ง
AI ช่วยได้จริงแค่ไหน
เจ้าของศูนย์ได้ยินเรื่อง AI ทุกวัน บ้างบอกว่าจะมาแทนแอดมิน บ้างบอกว่าเป็นแค่กระแส คำตอบจากงานวิจัยที่ทำอย่างเป็นระบบอยู่ตรงกลาง: AI ช่วยงานบางแบบได้มาก และทำให้งานบางแบบแย่ลง ความต่างอยู่ที่ว่างานนั้นอยู่ "ในขอบเขต" ที่ AI ทำได้ดีหรือไม่
หลักฐานจากงานจริง
+15%
งานของ Brynjolfsson และคณะที่ตีพิมพ์ใน Quarterly Journal of Economics ปี 2025 ยังพบว่า พนักงานที่ใช้ AI มาสองเดือนทำงานได้ดีเท่ากับพนักงานที่ไม่ใช้ซึ่งทำงานมาเกินหกเดือน และลูกค้าขอคุยกับหัวหน้าลดลงราว 25% แต่พนักงานที่เก่งที่สุดได้ประโยชน์น้อย และคุณภาพงานลดลงเล็กน้อย [1]
งานทดลองของ Noy และ Zhang (2023) กับคนทำงาน 453 คน พบว่า ChatGPT ช่วยลดเวลาทำงานเขียนลง 40% และคุณภาพที่ผู้ประเมินอิสระให้คะแนนดีขึ้น 18% แต่ผู้วิจัยยอมรับว่างานในการทดลองไม่เหมือนงานจริงทั้งหมด และ ไม่ได้ตรวจความถูกต้องของข้อเท็จจริง [2]
งานของ Harvard Business School ร่วมกับ BCG กับที่ปรึกษา 758 คน พบว่างานที่อยู่ในขอบเขตที่ AI ทำได้ดี ผู้ใช้ AI ทำงานเสร็จมากขึ้นกว่า 12% เร็วขึ้นกว่า 25% และคุณภาพดีขึ้นกว่า 40% [3] แต่สำหรับงานที่ออกแบบมาให้เกินความสามารถของ AI คนที่ใช้ AI กลับ ตอบถูกน้อยกว่า คนที่ไม่ใช้ ผู้วิจัยเรียกขอบเขตนี้ว่า "พรมแดนขรุขระ" เพราะมองจากภายนอกไม่ออกว่างานไหนอยู่ฝั่งไหน
AI แต่งเรื่องขึ้นมาได้
แม้แต่เครื่องมือค้นกฎหมายเฉพาะทางที่ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลจริง ยังให้คำตอบที่แต่งขึ้นอย่างน้อยราว 1 ใน 6 ของคำถามในการทดสอบของ Stanford [4] (ผู้ผลิตบางรายโต้แย้งวิธีทดสอบ) ข้อมูลที่ต้องถูกต้อง เช่น ราคา ตาราง นโยบาย และข้อมูลของเด็ก ต้องมาจากระบบของศูนย์และมีคนตรวจเสมอ
ธุรกิจไทยใช้ AI แค่ไหน
การสำรวจของ ETDA ปี 2567 พบว่าองค์กรไทยที่ใช้ AI แล้วเพิ่มเป็น 17.8% จาก 15.2% ในปีก่อน และ 73.3% มีแผนจะใช้ โดยกลุ่มการศึกษาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่พร้อมที่สุด อุปสรรคหลักคือยังไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร [5] ส่วนการสำรวจผู้ประกอบการดิจิทัล 834 รายของ สดช. ในปี 2569 พบว่าการใช้ AI กว่า 77% ยังอยู่ในขั้นทดลองหรือนำร่อง และใช้กับ งานการตลาดมากที่สุด (39.21%) [6]
ภาพนี้บอกว่าเจ้าของศูนย์ที่ยังไม่ได้เริ่มใช้ AI ไม่ได้ตามหลังใคร และจุดเริ่มที่ธุรกิจอื่นเลือกคืองานร่างเนื้อหาการตลาด ซึ่งเป็นงานที่มีหลักฐานว่าได้ผลและความเสี่ยงต่ำ
แบ่งงานในศูนย์เป็นสามระดับ

การแบ่งด้านล่างเป็นการสรุปจากงานวิจัยข้างต้นร่วมกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่มาตรฐานทางการ:
เสี่ยงต่ำ — เริ่มได้เลย
- ร่างโพสต์และแคปชันโฆษณา คำอธิบายคอร์ส
- ร่างคำตอบคำถามที่พบบ่อย จากนโยบายที่ศูนย์ประกาศไว้แล้ว
- ร่างขั้นตอนการทำงาน (SOP) และระดมไอเดียกิจกรรม
- สรุปตารางหรือข้อมูลที่ลบชื่อเด็กออกแล้ว
เสี่ยงกลาง — ต้องมีคนตรวจทุกครั้ง
- ร่างข้อความตอบผู้ปกครอง ที่พนักงานแก้และกดส่งเอง
- เรียบเรียงบันทึกพัฒนาการจากโน้ตของครู โดยลบชื่อและข้อมูลสุขภาพออกก่อน
เสี่ยงสูง — หลีกเลี่ยง
- ให้ AI ตัดสินระดับ การลงโทษ หรือติดป้ายว่าเด็ก "มีปัญหาการเรียนรู้"
- ส่งข้อความถึงผู้ปกครองอัตโนมัติโดยไม่มีคนตรวจ
- วางข้อมูลแพ้ยา โรคประจำตัว พฤติกรรม รูปเด็ก หรือเบอร์ผู้ปกครองลงในแชตบอตบัญชีส่วนตัว
งานวิจัยยังชี้ว่าพนักงานใหม่ได้ประโยชน์จาก AI มากที่สุด [1] สำหรับศูนย์ที่แอดมินหมุนเวียนบ่อย การใช้ AI ช่วยร่างคำตอบที่พบบ่อยให้พนักงานใหม่ แล้วให้พนักงานแก้ก่อนส่ง อาจเป็นจุดที่คุ้มที่สุด
เริ่มอย่างไรใน 30 วัน
อุปสรรคอันดับต้นขององค์กรไทยที่ยังไม่ใช้ AI ในการสำรวจของ ETDA คือ "ยังไม่ทราบว่าจะนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างไร" และ "รอนโยบายจากผู้บริหาร" [5] สำหรับศูนย์ขนาดเล็ก เจ้าของคือคนที่ต้องเขียนนโยบายนั้นเอง ซึ่งไม่ต้องยาว ETDA และกระทรวงดิจิทัลฯ ออกแนวปฏิบัติการใช้ Generative AI สำหรับองค์กรไว้ตั้งแต่ปี 2567 ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ [7]
- สัปดาห์ที่ 1 — เลือกงานเดียว จากกลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น ร่างโพสต์ประจำสัปดาห์ แล้วจดเวลาที่ใช้ก่อนเริ่ม
- สัปดาห์ที่ 2 — เขียนกติกาหนึ่งหน้า ว่างานไหนใช้ได้ งานไหนห้าม ข้อมูลอะไรห้ามวางลงเครื่องมือ และใครเป็นคนตรวจก่อนเผยแพร่
- สัปดาห์ที่ 3 — ทดลองกับพนักงานหนึ่งคน ให้เก็บตัวอย่างงานที่ AI ร่างผิดหรือไม่ตรงน้ำเสียงของศูนย์
- สัปดาห์ที่ 4 — เทียบผล เวลาที่ประหยัดได้ หักเวลาที่ใช้ตรวจและแก้ ถ้าไม่คุ้มก็หยุด ถ้าคุ้มค่อยเพิ่มงานถัดไป
สิ่งที่ควรวัดไม่ใช่ "ใช้ AI กี่ครั้ง" แต่เป็น เวลาที่ได้คืนหลังหักเวลาตรวจ และ จำนวนข้อผิดพลาดที่หลุดถึงผู้ปกครอง ซึ่งควรเป็นศูนย์ งานวิจัยที่ Harvard ชี้ว่าคนที่เชื่อ AI มากเกินไปจะพลาดในงานที่ AI ไม่ถนัด [3] การมีคนตรวจจึงไม่ใช่ขั้นตอนเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของงาน
ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือใด ข้อมูลที่ต้องถูกต้องควรมาจากระบบของศูนย์เอง KlassUp เก็บทะเบียนนักเรียน ชั่วโมงคงเหลือ ยอดค้างชำระ และบันทึกผลรายคาบของทุกสาขาไว้ในที่เดียว เจ้าของจึงมีข้อมูลจริงให้ตรวจทุกครั้งที่ต้องตอบผู้ปกครอง
แหล่งอ้างอิง
- Brynjolfsson, Li & Raymond, "Generative AI at Work", Quarterly Journal of Economics 140(2) (2025) — ฉบับ arXiv v2
- MIT Economics, "Study finds ChatGPT boosts worker productivity for some writing tasks" (Noy & Zhang, Science 2023)
- Harvard Business School Digital Data Design Institute, "Navigating the Jagged Technological Frontier" (Dell'Acqua et al., 2023)
- Stanford HAI, "AI on Trial: Legal Models Hallucinate in 1 out of 6 (or More) Benchmarking Queries" (2024)
- ฐานเศรษฐกิจ (27 พ.ย. 2567) — ผลสำรวจ AI Readiness Measurement 2024 ของ ETDA
- โพสต์ทูเดย์ (8 ก.ค. 2569) — ผลสำรวจผู้ประกอบการดิจิทัล 834 ราย ของ สดช.
- Digital Policy Alert — กระทรวงดิจิทัลฯ และ ETDA ออกแนวปฏิบัติการใช้ Generative AI สำหรับองค์กร (2567)

