ข้อมูลเด็กกับเครื่องมือ AI — PDPA ที่เจ้าของศูนย์เรียนเสริมต้องรู้
ครูหรือแอดมินวางชื่อเด็ก ข้อมูลแพ้อาหาร หรือเบอร์ผู้ปกครองลงในแชตบอต อาจผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่รู้ตัว สรุปมาตราที่เกี่ยวข้อง บทลงโทษ คดีที่ปรับจริงแล้ว และนโยบายหนึ่งหน้าที่ศูนย์ใช้ได้

สรุปเน้น ๆ
- เด็กอายุราว 10 ปีลงมา ผู้ปกครองต้องเป็นผู้ให้ความยินยอม และเด็กที่โตกว่านั้นแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ส่วนใหญ่ก็ยังต้องให้ผู้ปกครองยินยอมด้วย
- ข้อมูลสุขภาพ เช่น แพ้อาหาร โรคประจำตัว เป็น ข้อมูลอ่อนไหว ต้องได้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง — ฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท
- วางข้อมูลลงแชตบอตที่มีเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ = ส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ซึ่งมีเงื่อนไขตามกฎหมาย
- สคส. ปรับจริงแล้ว รวมกว่า 21.5 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เพราะไม่ดูแลความปลอดภัยและไม่แจ้งเหตุรั่วไหล
- มีนโยบายหนึ่งหน้า: เครื่องมือที่อนุญาต · ข้อมูลที่ห้ามวาง · คนตรวจก่อนส่ง · แผนแจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมง
ความเสี่ยงที่เกิดได้ในหนึ่งนาที
แอดมินอยากให้ข้อความถึงผู้ปกครองสุภาพขึ้น จึงคัดลอกชื่อเด็ก อาการแพ้ถั่ว และเบอร์โทรของคุณแม่ ไปวางในแชตบอตบัญชีส่วนตัว ฟังดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในทางกฎหมาย ศูนย์ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลเพิ่งส่งข้อมูลสุขภาพของเด็กไปยังผู้ให้บริการต่างประเทศ โดยไม่มีสัญญาและอาจไม่มีความยินยอม
กรณีที่รู้จักกันดีคือ Samsung ในปี 2023 ที่วิศวกรวางซอร์สโค้ดภายในลงใน ChatGPT จนบริษัทต้องจำกัดการใช้ AI ชั่วคราว และพนักงาน 65% ในการสำรวจภายในมองว่าเครื่องมือนี้เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย [5]
ข้อควรรู้
บทความนี้สรุปจากตัวบทพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ฉบับแปลภาษาอังกฤษ และบทวิเคราะห์ของสำนักงานกฎหมาย ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย เรื่องเกณฑ์อายุ ฐานทางกฎหมายของข้อมูลแต่ละประเภท และสัญญากับผู้ให้บริการ ควรปรึกษาทนายความ
ความยินยอมของเด็ก (มาตรา 20)
มาตรา 20 กำหนดว่าถ้าเด็กอายุราว 10 ปีลงมา ความยินยอมต้องมาจาก ผู้ใช้อำนาจปกครอง ส่วนเด็กที่โตกว่านั้นแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถ้าการให้ความยินยอมนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้เยาว์ทำได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ต้องได้ความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองด้วย หลักเดียวกันใช้กับการถอนความยินยอม การแจ้งข้อมูล และการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล [1]
ในทางปฏิบัติ เด็กเกือบทุกคนในศูนย์เรียนเสริมยังไม่บรรลุนิติภาวะ แนวทางที่ปลอดภัยคือ ขอความยินยอมและแจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัวกับผู้ปกครอง และแยกความยินยอมแต่ละเรื่องให้ชัด คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการของสภาดิจิทัลฯ ระบุว่ากิจกรรมการตลาดเป็นเรื่องที่ต้องขอความยินยอมมากที่สุด ความยินยอมต้องไม่ผูกรวมกับเงื่อนไขการใช้บริการ และ ช่องที่ติ๊กไว้ให้ล่วงหน้าไม่ถือเป็นความยินยอม [4]
ข้อมูลอ่อนไหวและการส่งไปต่างประเทศ
มาตรา 26 ห้ามเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้ง ซึ่งรวมข้อมูลสุขภาพ ความพิการ และข้อมูลชีวภาพ ยกเว้นกรณีจำเป็นเช่นป้องกันอันตรายต่อชีวิต [1] ข้อมูลแพ้อาหาร ยาที่ต้องใช้ หรือความต้องการพิเศษของเด็ก จึงควรถือเป็นข้อมูลอ่อนไหว (เป็นการตีความจากตัวบท ยังไม่มีคำวินิจฉัยเฉพาะ)
มาตรา 28 กำหนดว่าการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ประเทศปลายทางต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองที่เพียงพอ หรือเข้าข้อยกเว้น เช่น ได้รับความยินยอมโดยแจ้งให้ทราบแล้ว หรือจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญา [1] แชตบอตส่วนใหญ่ประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์นอกประเทศ การวางข้อมูลเด็กลงไปจึงเข้าข่ายการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ
บทลงโทษ และคดีที่ปรับจริงแล้ว
5 ล้านบาท
- ไม่เกิน 1 ล้านบาท — เช่น ไม่แจ้งวัตถุประสงค์ ไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลเมื่อกฎหมายกำหนด (มาตรา 82)
- ไม่เกิน 3 ล้านบาท — เช่น ไม่ดูแลความปลอดภัย ไม่แจ้งเหตุรั่วไหล หรือส่งข้อมูลไปต่างประเทศโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย (มาตรา 83)
- ไม่เกิน 5 ล้านบาท — ฝ่าฝืนเรื่องข้อมูลอ่อนไหว (มาตรา 84)
- แจ้งเหตุรั่วไหล ต่อสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงเมื่อทำได้ (มาตรา 37)
คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเริ่มสั่งปรับจริงตั้งแต่ปี 2567 และประกาศคำสั่งเพิ่มอีก 8 คำสั่งใน 5 เรื่องเมื่อสิงหาคม 2568 รวมกว่า 21.5 ล้านบาท มีทั้งโรงพยาบาลเอกชน บริษัทขายของเล่นสะสม และผู้รับจ้างประมวลผลข้อมูลที่ถูกปรับโดยตรง [2] ถึงมกราคม 2569 มีเรื่องร้องเรียนแล้ว 2,672 เรื่อง ประเด็นที่พบมากที่สุดคือเก็บข้อมูลเกินจำเป็น และถูกปรับแล้วทั้งหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ค้าปลีก และ ธุรกิจขนาดเล็ก [3]
เด็กกับแชตบอต
UNESCO ออกแนวทางการใช้ AI สร้างสรรค์ในการศึกษาเมื่อกันยายน 2023 เรียกร้องให้คุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และ กำหนดเกณฑ์อายุสำหรับการคุยกับแพลตฟอร์ม AI ด้วยตัวเอง [6] UN News รายงานว่าอายุที่พิจารณาคือ 13 ปีสำหรับการใช้ในห้องเรียน [7] เด็กส่วนใหญ่ในศูนย์เรียนเสริมอายุต่ำกว่านั้น แนวทางที่รอบคอบจึงเป็นการให้ครูเป็นผู้ใช้ AI และไม่ให้เด็กคุยกับแชตบอตเองที่ศูนย์
นโยบายหนึ่งหน้าสำหรับศูนย์

- เครื่องมือที่อนุญาต — ใช้บัญชีแบบธุรกิจที่มีสัญญาประมวลผลข้อมูล ไม่ใช้บัญชีส่วนตัวของพนักงานกับข้อมูลของศูนย์ ถ้าจำเป็นต้องใช้บัญชีส่วนตัว ให้ตรวจการตั้งค่าว่าไม่ให้นำแชตไปฝึกโมเดล [8]
- ข้อมูลที่ห้ามวาง — ชื่อเต็มคู่กับข้อมูลอื่น เลขบัตร รูปเด็ก เบอร์โทรหรือ LINE ของผู้ปกครอง ข้อมูลสุขภาพ ความต้องการพิเศษ บันทึกพฤติกรรม และข้อมูลการชำระเงิน
- ลบชื่อก่อนใช้ — ใช้ "นักเรียน ก ป.3" แทนชื่อจริง
- คนตรวจและตัดสินใจ — AI ไม่ส่งข้อความถึงผู้ปกครองเอง และไม่ตัดสินเรื่องระดับหรือการลงโทษเด็ก
- ความยินยอมและการแจ้ง — ขอความยินยอมจากผู้ปกครอง และระบุในนโยบายความเป็นส่วนตัวว่าใช้บริการคลาวด์หรือเครื่องมือ AI ที่ใดบ้าง
- แผนแจ้งเหตุ — กำหนดว่าใครแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงถ้าข้อมูลรั่วไหล
- ปรึกษาทนายความ — เรื่องเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ฐานทางกฎหมาย และสัญญากับผู้ให้บริการ
KlassUp เก็บข้อมูลนักเรียน ข้อมูลสุขภาพอย่างการแพ้ยาและอาหาร และเอกสารยินยอมถ่ายรูปพร้อมหลักฐานที่อัปโหลด ไว้ในระบบเดียว มีบทบาทผู้ใช้ 4 ระดับและบันทึกการแก้ไขข้อมูล อัลบั้มรูปกิจกรรมส่งถึงเฉพาะผู้ปกครองของเด็กในรูปและกรองตามความยินยอม ทีมงานจึงไม่ต้องคัดลอกข้อมูลเด็กไปไว้ในที่อื่น
แหล่งอ้างอิง
- Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) ฉบับแปลภาษาอังกฤษอย่างไม่เป็นทางการ — มาตรา 20, 26, 28, 37, 79, 82–84
- Tilleke & Gibbins, "More Than a Warning: Eight Serious Fines Imposed in Thai Data Protection Cases" (2025)
- Tilleke & Gibbins, "Key Takeaways from Thailand's Data Privacy Day 2026" (30 ม.ค. 2026)
- สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ
- Forbes Australia, "Samsung bans ChatGPT among employees after sensitive code leak" (2023)
- UNESCO, "Guidance for generative AI in education and research" (2023)
- UN News, "UNESCO calls for age limits on AI tools in schools" (7 ก.ย. 2023)
- OpenAI Help Center, "Chat and file retention policies in ChatGPT"

