บทความทั้งหมด
เจ้าของศูนย์25 ตุลาคม 2569 · อ่าน 6 นาที

ข้อมูลเด็กกับเครื่องมือ AI — PDPA ที่เจ้าของศูนย์เรียนเสริมต้องรู้

ครูหรือแอดมินวางชื่อเด็ก ข้อมูลแพ้อาหาร หรือเบอร์ผู้ปกครองลงในแชตบอต อาจผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่รู้ตัว สรุปมาตราที่เกี่ยวข้อง บทลงโทษ คดีที่ปรับจริงแล้ว และนโยบายหนึ่งหน้าที่ศูนย์ใช้ได้

คุณมินกอดแฟ้มที่มีกุญแจล็อกและโล่ ยืนข้างแล็ปท็อปที่มีลูกโป่งคำพูดประกาย คั่นด้วยเส้นประ แมวยืนเฝ้าถือกุญแจดอกเล็ก

สรุปเน้น ๆ

  • เด็กอายุราว 10 ปีลงมา ผู้ปกครองต้องเป็นผู้ให้ความยินยอม และเด็กที่โตกว่านั้นแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ส่วนใหญ่ก็ยังต้องให้ผู้ปกครองยินยอมด้วย
  • ข้อมูลสุขภาพ เช่น แพ้อาหาร โรคประจำตัว เป็น ข้อมูลอ่อนไหว ต้องได้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง — ฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท
  • วางข้อมูลลงแชตบอตที่มีเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ = ส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ซึ่งมีเงื่อนไขตามกฎหมาย
  • สคส. ปรับจริงแล้ว รวมกว่า 21.5 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เพราะไม่ดูแลความปลอดภัยและไม่แจ้งเหตุรั่วไหล
  • มีนโยบายหนึ่งหน้า: เครื่องมือที่อนุญาต · ข้อมูลที่ห้ามวาง · คนตรวจก่อนส่ง · แผนแจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมง

ความเสี่ยงที่เกิดได้ในหนึ่งนาที

แอดมินอยากให้ข้อความถึงผู้ปกครองสุภาพขึ้น จึงคัดลอกชื่อเด็ก อาการแพ้ถั่ว และเบอร์โทรของคุณแม่ ไปวางในแชตบอตบัญชีส่วนตัว ฟังดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในทางกฎหมาย ศูนย์ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลเพิ่งส่งข้อมูลสุขภาพของเด็กไปยังผู้ให้บริการต่างประเทศ โดยไม่มีสัญญาและอาจไม่มีความยินยอม

กรณีที่รู้จักกันดีคือ Samsung ในปี 2023 ที่วิศวกรวางซอร์สโค้ดภายในลงใน ChatGPT จนบริษัทต้องจำกัดการใช้ AI ชั่วคราว และพนักงาน 65% ในการสำรวจภายในมองว่าเครื่องมือนี้เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย [5]

ข้อควรรู้

บทความนี้สรุปจากตัวบทพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ฉบับแปลภาษาอังกฤษ และบทวิเคราะห์ของสำนักงานกฎหมาย ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย เรื่องเกณฑ์อายุ ฐานทางกฎหมายของข้อมูลแต่ละประเภท และสัญญากับผู้ให้บริการ ควรปรึกษาทนายความ

มาตรา 20 กำหนดว่าถ้าเด็กอายุราว 10 ปีลงมา ความยินยอมต้องมาจาก ผู้ใช้อำนาจปกครอง ส่วนเด็กที่โตกว่านั้นแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถ้าการให้ความยินยอมนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้เยาว์ทำได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ต้องได้ความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองด้วย หลักเดียวกันใช้กับการถอนความยินยอม การแจ้งข้อมูล และการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล [1]

ในทางปฏิบัติ เด็กเกือบทุกคนในศูนย์เรียนเสริมยังไม่บรรลุนิติภาวะ แนวทางที่ปลอดภัยคือ ขอความยินยอมและแจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัวกับผู้ปกครอง และแยกความยินยอมแต่ละเรื่องให้ชัด คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการของสภาดิจิทัลฯ ระบุว่ากิจกรรมการตลาดเป็นเรื่องที่ต้องขอความยินยอมมากที่สุด ความยินยอมต้องไม่ผูกรวมกับเงื่อนไขการใช้บริการ และ ช่องที่ติ๊กไว้ให้ล่วงหน้าไม่ถือเป็นความยินยอม [4]

ข้อมูลอ่อนไหวและการส่งไปต่างประเทศ

มาตรา 26 ห้ามเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้ง ซึ่งรวมข้อมูลสุขภาพ ความพิการ และข้อมูลชีวภาพ ยกเว้นกรณีจำเป็นเช่นป้องกันอันตรายต่อชีวิต [1] ข้อมูลแพ้อาหาร ยาที่ต้องใช้ หรือความต้องการพิเศษของเด็ก จึงควรถือเป็นข้อมูลอ่อนไหว (เป็นการตีความจากตัวบท ยังไม่มีคำวินิจฉัยเฉพาะ)

มาตรา 28 กำหนดว่าการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ประเทศปลายทางต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองที่เพียงพอ หรือเข้าข้อยกเว้น เช่น ได้รับความยินยอมโดยแจ้งให้ทราบแล้ว หรือจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญา [1] แชตบอตส่วนใหญ่ประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์นอกประเทศ การวางข้อมูลเด็กลงไปจึงเข้าข่ายการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ

บทลงโทษ และคดีที่ปรับจริงแล้ว

5 ล้านบาท

โทษปรับทางปกครองสูงสุด กรณีฝ่าฝืนเรื่องข้อมูลอ่อนไหว รวมถึงส่งข้อมูลอ่อนไหวไปต่างประเทศโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย (มาตรา 84) — ยังมีโทษอาญาและค่าสินไหมทดแทนเชิงลงโทษสูงสุด 2 เท่า[1]
  • ไม่เกิน 1 ล้านบาท — เช่น ไม่แจ้งวัตถุประสงค์ ไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลเมื่อกฎหมายกำหนด (มาตรา 82)
  • ไม่เกิน 3 ล้านบาท — เช่น ไม่ดูแลความปลอดภัย ไม่แจ้งเหตุรั่วไหล หรือส่งข้อมูลไปต่างประเทศโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย (มาตรา 83)
  • ไม่เกิน 5 ล้านบาท — ฝ่าฝืนเรื่องข้อมูลอ่อนไหว (มาตรา 84)
  • แจ้งเหตุรั่วไหล ต่อสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงเมื่อทำได้ (มาตรา 37)

คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเริ่มสั่งปรับจริงตั้งแต่ปี 2567 และประกาศคำสั่งเพิ่มอีก 8 คำสั่งใน 5 เรื่องเมื่อสิงหาคม 2568 รวมกว่า 21.5 ล้านบาท มีทั้งโรงพยาบาลเอกชน บริษัทขายของเล่นสะสม และผู้รับจ้างประมวลผลข้อมูลที่ถูกปรับโดยตรง [2] ถึงมกราคม 2569 มีเรื่องร้องเรียนแล้ว 2,672 เรื่อง ประเด็นที่พบมากที่สุดคือเก็บข้อมูลเกินจำเป็น และถูกปรับแล้วทั้งหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ค้าปลีก และ ธุรกิจขนาดเล็ก [3]

เด็กกับแชตบอต

UNESCO ออกแนวทางการใช้ AI สร้างสรรค์ในการศึกษาเมื่อกันยายน 2023 เรียกร้องให้คุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และ กำหนดเกณฑ์อายุสำหรับการคุยกับแพลตฟอร์ม AI ด้วยตัวเอง [6] UN News รายงานว่าอายุที่พิจารณาคือ 13 ปีสำหรับการใช้ในห้องเรียน [7] เด็กส่วนใหญ่ในศูนย์เรียนเสริมอายุต่ำกว่านั้น แนวทางที่รอบคอบจึงเป็นการให้ครูเป็นผู้ใช้ AI และไม่ให้เด็กคุยกับแชตบอตเองที่ศูนย์

นโยบายหนึ่งหน้าสำหรับศูนย์

กระดานเช็คลิสต์สี่แถว มีไอคอนกุญแจ ปากกาเซ็นชื่อ เมฆกับลูกศรประ และยางลบ พร้อมช่องติ๊ก คุณมินติ๊กช่องที่สาม แมวช่วยจับคลิปบอร์ด
เครื่องมือที่อนุญาต · ความยินยอม · การส่งข้อมูล · ลบชื่อก่อนใช้
  1. เครื่องมือที่อนุญาต — ใช้บัญชีแบบธุรกิจที่มีสัญญาประมวลผลข้อมูล ไม่ใช้บัญชีส่วนตัวของพนักงานกับข้อมูลของศูนย์ ถ้าจำเป็นต้องใช้บัญชีส่วนตัว ให้ตรวจการตั้งค่าว่าไม่ให้นำแชตไปฝึกโมเดล [8]
  2. ข้อมูลที่ห้ามวาง — ชื่อเต็มคู่กับข้อมูลอื่น เลขบัตร รูปเด็ก เบอร์โทรหรือ LINE ของผู้ปกครอง ข้อมูลสุขภาพ ความต้องการพิเศษ บันทึกพฤติกรรม และข้อมูลการชำระเงิน
  3. ลบชื่อก่อนใช้ — ใช้ "นักเรียน ก ป.3" แทนชื่อจริง
  4. คนตรวจและตัดสินใจ — AI ไม่ส่งข้อความถึงผู้ปกครองเอง และไม่ตัดสินเรื่องระดับหรือการลงโทษเด็ก
  5. ความยินยอมและการแจ้ง — ขอความยินยอมจากผู้ปกครอง และระบุในนโยบายความเป็นส่วนตัวว่าใช้บริการคลาวด์หรือเครื่องมือ AI ที่ใดบ้าง
  6. แผนแจ้งเหตุ — กำหนดว่าใครแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงถ้าข้อมูลรั่วไหล
  7. ปรึกษาทนายความ — เรื่องเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ฐานทางกฎหมาย และสัญญากับผู้ให้บริการ

KlassUp เก็บข้อมูลนักเรียน ข้อมูลสุขภาพอย่างการแพ้ยาและอาหาร และเอกสารยินยอมถ่ายรูปพร้อมหลักฐานที่อัปโหลด ไว้ในระบบเดียว มีบทบาทผู้ใช้ 4 ระดับและบันทึกการแก้ไขข้อมูล อัลบั้มรูปกิจกรรมส่งถึงเฉพาะผู้ปกครองของเด็กในรูปและกรองตามความยินยอม ทีมงานจึงไม่ต้องคัดลอกข้อมูลเด็กไปไว้ในที่อื่น

แหล่งอ้างอิง

  1. Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) ฉบับแปลภาษาอังกฤษอย่างไม่เป็นทางการ — มาตรา 20, 26, 28, 37, 79, 82–84
  2. Tilleke & Gibbins, "More Than a Warning: Eight Serious Fines Imposed in Thai Data Protection Cases" (2025)
  3. Tilleke & Gibbins, "Key Takeaways from Thailand's Data Privacy Day 2026" (30 ม.ค. 2026)
  4. สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ
  5. Forbes Australia, "Samsung bans ChatGPT among employees after sensitive code leak" (2023)
  6. UNESCO, "Guidance for generative AI in education and research" (2023)
  7. UN News, "UNESCO calls for age limits on AI tools in schools" (7 ก.ย. 2023)
  8. OpenAI Help Center, "Chat and file retention policies in ChatGPT"