ลูกใช้ ChatGPT ทำการบ้าน — ช่วยให้เรียนรู้ หรือทำให้เรียนรู้น้อยลง?
นักเรียนไทยเกือบทุกคนในผลสำรวจล่าสุดใช้ AI ช่วยเรียน แต่ไม่ถึงครึ่งที่ตรวจคำตอบทุกครั้ง สรุปงานวิจัยว่าเมื่อไหร่ AI ช่วย เมื่อไหร่ทำร้าย เกณฑ์อายุของแต่ละเครื่องมือ และกติกาในบ้านที่ทำได้ทันที

สรุปเน้น ๆ
- ผลสำรวจนักเรียนไทย 1,777 คนปี 2569 พบว่า 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรียน แต่มีเพียง 43.40% ที่ตรวจคำตอบของ AI ทุกครั้ง
- งานทดลองพบว่าเด็กที่ใช้ AI แบบให้คำตอบ ทำแบบฝึกได้ดีขึ้น แต่ สอบได้แย่ลง 17% เมื่อไม่มี AI
- AI ตอบผิดได้ และ ผิดบ่อยกว่าเมื่อถามเป็นภาษาไทย — เด็กคนหนึ่งได้คำตอบว่าคนสมัยสุโขทัยใช้ลิฟต์
- ChatGPT กำหนดอายุ 13 ปีขึ้นไป และต่ำกว่า 18 ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง
- กติกาง่าย ๆ: AI อธิบาย ลูกลงมือทำเอง · ตรวจทุกคำตอบ · ไม่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาเรื่องความรู้สึก
ลูกคุณน่าจะใช้อยู่แล้ว
ผลสำรวจของ Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ในนักเรียน ม.1–6 และ ปวช. 1,777 คน ช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 พบว่า 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรียน ส่วนใหญ่ใช้ ChatGPT และ Gemini ใช้มากที่สุดกับคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศ และใช้ให้ AI ตอบการบ้านแทนราว 9% ของการใช้งาน [1]
43.40%
ผลสำรวจนี้ไม่ได้ระบุวิธีสุ่มตัวอย่าง จึงไม่ใช่ตัวแทนเด็กไทยทั้งประเทศ แต่สอดคล้องกับข้อมูลจากสหรัฐฯ ที่ Pew Research Center พบว่าวัยรุ่น 54% ใช้แชตบอต AI ช่วยทำการบ้าน และผู้ปกครองประเมินการใช้งานของลูกต่ำกว่าความจริง [2] คำถามสำหรับพ่อแม่จึงไม่ใช่ "ลูกใช้ไหม" แต่เป็น "ลูกใช้อย่างไร"
เด็กใช้ AI ทำอะไรบ้าง
ในผลสำรวจเดียวกัน การใช้งานที่พบมากที่สุดคือ สรุปเนื้อหา (18.68%) หาข้อมูลทำรายงาน (18.14%) และแปลภาษา (17.45%) ตามด้วยหาไอเดียทำโครงงาน และตรวจงานก่อนส่ง ส่วนการให้ AI ตอบการบ้านแทนอยู่ที่ 9.47% [1] การใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นการช่วยเรียน ไม่ใช่การลอก
แต่มีสัญญาณที่ควรรู้: เมื่อครูห้ามใช้ AI ในงานบางชิ้น นักเรียน 49.52% บอกว่ายังใช้และไม่ถูกจับได้ [1] ส่วนในสหรัฐฯ วัยรุ่น 10% บอกว่าใช้แชตบอตทำงานโรงเรียน "ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด" [2] กลุ่มที่พึ่ง AI หนักเป็นส่วนน้อย แต่มีอยู่จริง และพ่อแม่มักไม่รู้
AI ที่ให้คำตอบ ไม่เท่ากับ AI ที่สอน
งานทดลองของ Bastani และคณะกับนักเรียนมัธยมในตุรกีเกือบ 1,000 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้ ChatGPT แบบปกติระหว่างทำแบบฝึก ได้คะแนนแบบฝึกดีขึ้น 48% แต่เมื่อสอบโดยไม่มี AI กลับ ได้คะแนนต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ 17% ส่วนกลุ่มที่ใช้ AI แบบติวเตอร์ที่ให้คำใบ้แทนคำตอบ ได้คะแนนสอบใกล้เคียงกลุ่มที่ไม่ใช้ [3]
ผู้วิจัยอธิบายว่าเด็กใช้ AI เป็น "ไม้ค้ำ" และมั่นใจเกินจริงว่าตัวเองเข้าใจแล้ว ข้อสรุปสำหรับพ่อแม่คือ ดูว่าเครื่องมือหรือวิธีที่ลูกใช้ ทำให้ลูกต้องคิด เช่น ให้คำใบ้ อธิบายทีละขั้น หรือถามกลับ หรือแค่ส่งคำตอบให้ลอก
ข้อควรรู้
งานวิจัยนี้ทำกับนักเรียนมัธยมและวัดผลระยะสั้น ยังไม่มีงานทดลองกับเด็กประถมที่ใช้แชตบอตทั่วไป
AI ตอบผิดได้ โดยเฉพาะภาษาไทย
งานวิจัยเชิงคุณภาพ RIGHTS.AI ที่สัมภาษณ์วัยรุ่นไทยอายุ 13–17 ปี พบว่าคำตอบจากคำถามภาษาไทยมักไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงคำถาม เด็กอายุ 13 ปีคนหนึ่งเล่าว่า AI สรุปประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยว่า "คนในยุคนั้นใช้ลิฟต์" และไม่มีเด็กคนใดบอกว่าโรงเรียนมีนโยบายเรื่อง AI ที่ชัดเจน [4] (งานนี้ได้ทุนส่วนใหญ่จากองค์กรด้านสิทธิเด็ก และสัมภาษณ์เพียง 15 คน ใช้เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่สถิติ)
Google เองเขียนเตือนผู้ปกครองว่าตัวกรองเนื้อหาของ Gemini "ไม่สมบูรณ์แบบ" และ AI "อาจแต่งเรื่องขึ้นและนำเสนอข้อมูลผิดเหมือนเป็นข้อเท็จจริง" พร้อมแนะนำให้ช่วยลูกเข้าใจว่า AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่คนที่จะปรับทุกข์ด้วย [5]
เกณฑ์อายุของแต่ละเครื่องมือ
- ChatGPT — อายุ 13 ปีขึ้นไป และผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง มีระบบเชื่อมบัญชีให้ผู้ปกครองตั้งช่วงเวลาห้ามใช้และปิดบางฟีเจอร์ได้ แต่ ผู้ปกครองอ่านแชตของลูกไม่ได้ [7]
- Gemini — เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้ได้เมื่อผู้ปกครองเปิดให้ผ่าน Family Link เท่านั้น [5] (ยังไม่ยืนยันว่าเปิดให้ใช้ในไทยแล้วหรือยัง)
Common Sense Media องค์กรไม่แสวงกำไรด้านสื่อสำหรับเด็ก เสนอเกณฑ์ไว้ว่า เด็ก 5 ขวบลงมาไม่ควรใช้แชตบอต AI · เด็ก 6–12 ปีใช้เมื่อมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย · วัยรุ่น 13–17 ปีใช้เองได้เฉพาะงานเรียนและงานสร้างสรรค์ · ไม่มีใครอายุต่ำกว่า 18 ปีควรใช้แชตบอตเป็นเพื่อนหรือที่ปรึกษาเรื่องอารมณ์ [6]
กติกาในบ้าน 6 ข้อ

- ใช้ตามวัย — เด็กเล็กใช้เมื่อมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเท่านั้น
- AI อธิบาย ลูกลงมือเอง — ขอให้ AI "ใบ้" หรือ "อธิบายทีละขั้น" แทน "บอกคำตอบ"
- ตรวจทุกคำตอบ กับหนังสือ ครู หรือแหล่งที่เชื่อถือได้อีกแหล่ง
- ให้ลูกอธิบายกลับ — ถ้าลูกอธิบายคำตอบด้วยคำพูดตัวเองไม่ได้ แปลว่ายังไม่เข้าใจ
- ไม่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาเรื่องความรู้สึก — เรื่องใจให้คุยกับคน
- พ่อแม่ลองใช้เองก่อน — สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ลองเครื่องมือเองก่อนแนะนำให้ครอบครัวใช้ [8]
ประโยคชวนคุยกับลูก
การห้ามเฉย ๆ มักทำให้เด็กแอบใช้ การชวนคุยช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าลูกใช้อย่างไร ตัวอย่างประโยคด้านล่างเป็นแนวทางที่สรุปจากงานวิจัยในบทความนี้:
- "ลองให้ AI อธิบายข้อนี้ให้แม่ดูหน่อย แล้วหนูเล่าให้ฟังอีกทีด้วยคำของหนู"
- "คำตอบนี้ถูกไหม เราจะเช็คจากที่ไหนได้บ้าง"
- "ข้อไหนที่ AI ตอบแล้วหนูยังไม่เข้าใจ เอาไปถามครูกัน"
- "ครูให้ใช้ AI ในงานนี้หรือเปล่า"
คลาสเรียนเสริมที่เด็กได้ลงมือทำต่อหน้าครู เช่น เขียนโค้ด ประกอบหุ่นยนต์ หรือเล่นดนตรี เป็นพื้นที่ที่ลูกต้องคิดและทำเองจริง ศูนย์ที่ใช้ KlassUp ให้ผู้ปกครองเห็นในแอปผ่าน LINE ว่าลูกทำอะไรได้เองในแต่ละคาบ พร้อมรูปผลงาน และสิ่งที่ครูแนะนำให้ฝึกต่อ
แหล่งอ้างอิง
- The MATTER (3 มิ.ย. 2569) — ผลสำรวจนักเรียน 1,777 คน ของ Rocket Media Lab และมูลนิธิแพธทูเฮลท์
- Pew Research Center, "How Teens Use and View AI" (24 ก.พ. 2026)
- Knowledge at Wharton, "Without Guardrails, Generative AI Can Harm Education" (สรุป Bastani et al., PNAS 2025)
- Pothong, "RIGHTS.AI Thailand", LSE Digital Futures for Children (2025)
- Google Gemini Help, "Manage your child's Gemini Apps experience"
- Common Sense Media, "Google's Gemini Platforms for Kids and Teens Pose Risks Despite Added Filters" (5 ก.ย. 2025)
- Axios, "OpenAI rolls out parental controls for ChatGPT" (29 ก.ย. 2025)
- Healio, "AAP publishes guidance for AI use in pediatrics" (5 ต.ค. 2026)

