บทความทั้งหมด
ผู้ปกครอง25 ตุลาคม 2569 · อ่าน 5 นาที

ลูกใช้ ChatGPT ทำการบ้าน — ช่วยให้เรียนรู้ หรือทำให้เรียนรู้น้อยลง?

นักเรียนไทยเกือบทุกคนในผลสำรวจล่าสุดใช้ AI ช่วยเรียน แต่ไม่ถึงครึ่งที่ตรวจคำตอบทุกครั้ง สรุปงานวิจัยว่าเมื่อไหร่ AI ช่วย เมื่อไหร่ทำร้าย เกณฑ์อายุของแต่ละเครื่องมือ และกติกาในบ้านที่ทำได้ทันที

โต๊ะทำการบ้านที่บ้าน คุณแม่นั่งข้างแท็บเล็ตที่มีลูกโป่งคำพูดประกายและสมุดที่มีเส้นเขียน เก้าอี้เด็กว่างข้าง ๆ แก้วนมบนโต๊ะ แมวนั่งที่มุมสมุด

สรุปเน้น ๆ

  • ผลสำรวจนักเรียนไทย 1,777 คนปี 2569 พบว่า 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรียน แต่มีเพียง 43.40% ที่ตรวจคำตอบของ AI ทุกครั้ง
  • งานทดลองพบว่าเด็กที่ใช้ AI แบบให้คำตอบ ทำแบบฝึกได้ดีขึ้น แต่ สอบได้แย่ลง 17% เมื่อไม่มี AI
  • AI ตอบผิดได้ และ ผิดบ่อยกว่าเมื่อถามเป็นภาษาไทย — เด็กคนหนึ่งได้คำตอบว่าคนสมัยสุโขทัยใช้ลิฟต์
  • ChatGPT กำหนดอายุ 13 ปีขึ้นไป และต่ำกว่า 18 ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง
  • กติกาง่าย ๆ: AI อธิบาย ลูกลงมือทำเอง · ตรวจทุกคำตอบ · ไม่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาเรื่องความรู้สึก

ลูกคุณน่าจะใช้อยู่แล้ว

ผลสำรวจของ Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ในนักเรียน ม.1–6 และ ปวช. 1,777 คน ช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 พบว่า 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรียน ส่วนใหญ่ใช้ ChatGPT และ Gemini ใช้มากที่สุดกับคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศ และใช้ให้ AI ตอบการบ้านแทนราว 9% ของการใช้งาน [1]

43.40%

ของนักเรียนในผลสำรวจที่ตรวจคำตอบของ AI ทุกครั้ง — 52.90% ตรวจเป็นบางครั้ง และ 3.70% ไม่เคยตรวจเลย[1]

ผลสำรวจนี้ไม่ได้ระบุวิธีสุ่มตัวอย่าง จึงไม่ใช่ตัวแทนเด็กไทยทั้งประเทศ แต่สอดคล้องกับข้อมูลจากสหรัฐฯ ที่ Pew Research Center พบว่าวัยรุ่น 54% ใช้แชตบอต AI ช่วยทำการบ้าน และผู้ปกครองประเมินการใช้งานของลูกต่ำกว่าความจริง [2] คำถามสำหรับพ่อแม่จึงไม่ใช่ "ลูกใช้ไหม" แต่เป็น "ลูกใช้อย่างไร"

เด็กใช้ AI ทำอะไรบ้าง

ในผลสำรวจเดียวกัน การใช้งานที่พบมากที่สุดคือ สรุปเนื้อหา (18.68%) หาข้อมูลทำรายงาน (18.14%) และแปลภาษา (17.45%) ตามด้วยหาไอเดียทำโครงงาน และตรวจงานก่อนส่ง ส่วนการให้ AI ตอบการบ้านแทนอยู่ที่ 9.47% [1] การใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นการช่วยเรียน ไม่ใช่การลอก

แต่มีสัญญาณที่ควรรู้: เมื่อครูห้ามใช้ AI ในงานบางชิ้น นักเรียน 49.52% บอกว่ายังใช้และไม่ถูกจับได้ [1] ส่วนในสหรัฐฯ วัยรุ่น 10% บอกว่าใช้แชตบอตทำงานโรงเรียน "ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด" [2] กลุ่มที่พึ่ง AI หนักเป็นส่วนน้อย แต่มีอยู่จริง และพ่อแม่มักไม่รู้

AI ที่ให้คำตอบ ไม่เท่ากับ AI ที่สอน

งานทดลองของ Bastani และคณะกับนักเรียนมัธยมในตุรกีเกือบ 1,000 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้ ChatGPT แบบปกติระหว่างทำแบบฝึก ได้คะแนนแบบฝึกดีขึ้น 48% แต่เมื่อสอบโดยไม่มี AI กลับ ได้คะแนนต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ 17% ส่วนกลุ่มที่ใช้ AI แบบติวเตอร์ที่ให้คำใบ้แทนคำตอบ ได้คะแนนสอบใกล้เคียงกลุ่มที่ไม่ใช้ [3]

ผู้วิจัยอธิบายว่าเด็กใช้ AI เป็น "ไม้ค้ำ" และมั่นใจเกินจริงว่าตัวเองเข้าใจแล้ว ข้อสรุปสำหรับพ่อแม่คือ ดูว่าเครื่องมือหรือวิธีที่ลูกใช้ ทำให้ลูกต้องคิด เช่น ให้คำใบ้ อธิบายทีละขั้น หรือถามกลับ หรือแค่ส่งคำตอบให้ลอก

ข้อควรรู้

งานวิจัยนี้ทำกับนักเรียนมัธยมและวัดผลระยะสั้น ยังไม่มีงานทดลองกับเด็กประถมที่ใช้แชตบอตทั่วไป

AI ตอบผิดได้ โดยเฉพาะภาษาไทย

งานวิจัยเชิงคุณภาพ RIGHTS.AI ที่สัมภาษณ์วัยรุ่นไทยอายุ 13–17 ปี พบว่าคำตอบจากคำถามภาษาไทยมักไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงคำถาม เด็กอายุ 13 ปีคนหนึ่งเล่าว่า AI สรุปประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยว่า "คนในยุคนั้นใช้ลิฟต์" และไม่มีเด็กคนใดบอกว่าโรงเรียนมีนโยบายเรื่อง AI ที่ชัดเจน [4] (งานนี้ได้ทุนส่วนใหญ่จากองค์กรด้านสิทธิเด็ก และสัมภาษณ์เพียง 15 คน ใช้เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่สถิติ)

Google เองเขียนเตือนผู้ปกครองว่าตัวกรองเนื้อหาของ Gemini "ไม่สมบูรณ์แบบ" และ AI "อาจแต่งเรื่องขึ้นและนำเสนอข้อมูลผิดเหมือนเป็นข้อเท็จจริง" พร้อมแนะนำให้ช่วยลูกเข้าใจว่า AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่คนที่จะปรับทุกข์ด้วย [5]

เกณฑ์อายุของแต่ละเครื่องมือ

  • ChatGPT — อายุ 13 ปีขึ้นไป และผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง มีระบบเชื่อมบัญชีให้ผู้ปกครองตั้งช่วงเวลาห้ามใช้และปิดบางฟีเจอร์ได้ แต่ ผู้ปกครองอ่านแชตของลูกไม่ได้ [7]
  • Gemini — เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้ได้เมื่อผู้ปกครองเปิดให้ผ่าน Family Link เท่านั้น [5] (ยังไม่ยืนยันว่าเปิดให้ใช้ในไทยแล้วหรือยัง)

Common Sense Media องค์กรไม่แสวงกำไรด้านสื่อสำหรับเด็ก เสนอเกณฑ์ไว้ว่า เด็ก 5 ขวบลงมาไม่ควรใช้แชตบอต AI · เด็ก 6–12 ปีใช้เมื่อมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย · วัยรุ่น 13–17 ปีใช้เองได้เฉพาะงานเรียนและงานสร้างสรรค์ · ไม่มีใครอายุต่ำกว่า 18 ปีควรใช้แชตบอตเป็นเพื่อนหรือที่ปรึกษาเรื่องอารมณ์ [6]

กติกาในบ้าน 6 ข้อ

ประตูตู้เย็นที่มีโปสเตอร์กติกาในบ้านเป็นไอคอนสี่ช่อง นาฬิกา หลอดไฟ เครื่องหมายถูกในแว่นขยาย และโล่ ติดด้วยแม่เหล็ก คุณแม่ติดแม่เหล็กอันสุดท้าย แมวยืดตัวขึ้นไปแตะ
เวลา · ให้อธิบาย · ตรวจเสมอ · ปลอดภัย
  1. ใช้ตามวัย — เด็กเล็กใช้เมื่อมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเท่านั้น
  2. AI อธิบาย ลูกลงมือเอง — ขอให้ AI "ใบ้" หรือ "อธิบายทีละขั้น" แทน "บอกคำตอบ"
  3. ตรวจทุกคำตอบ กับหนังสือ ครู หรือแหล่งที่เชื่อถือได้อีกแหล่ง
  4. ให้ลูกอธิบายกลับ — ถ้าลูกอธิบายคำตอบด้วยคำพูดตัวเองไม่ได้ แปลว่ายังไม่เข้าใจ
  5. ไม่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาเรื่องความรู้สึก — เรื่องใจให้คุยกับคน
  6. พ่อแม่ลองใช้เองก่อน — สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ลองเครื่องมือเองก่อนแนะนำให้ครอบครัวใช้ [8]

ประโยคชวนคุยกับลูก

การห้ามเฉย ๆ มักทำให้เด็กแอบใช้ การชวนคุยช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าลูกใช้อย่างไร ตัวอย่างประโยคด้านล่างเป็นแนวทางที่สรุปจากงานวิจัยในบทความนี้:

  • "ลองให้ AI อธิบายข้อนี้ให้แม่ดูหน่อย แล้วหนูเล่าให้ฟังอีกทีด้วยคำของหนู"
  • "คำตอบนี้ถูกไหม เราจะเช็คจากที่ไหนได้บ้าง"
  • "ข้อไหนที่ AI ตอบแล้วหนูยังไม่เข้าใจ เอาไปถามครูกัน"
  • "ครูให้ใช้ AI ในงานนี้หรือเปล่า"

คลาสเรียนเสริมที่เด็กได้ลงมือทำต่อหน้าครู เช่น เขียนโค้ด ประกอบหุ่นยนต์ หรือเล่นดนตรี เป็นพื้นที่ที่ลูกต้องคิดและทำเองจริง ศูนย์ที่ใช้ KlassUp ให้ผู้ปกครองเห็นในแอปผ่าน LINE ว่าลูกทำอะไรได้เองในแต่ละคาบ พร้อมรูปผลงาน และสิ่งที่ครูแนะนำให้ฝึกต่อ

แหล่งอ้างอิง

  1. The MATTER (3 มิ.ย. 2569) — ผลสำรวจนักเรียน 1,777 คน ของ Rocket Media Lab และมูลนิธิแพธทูเฮลท์
  2. Pew Research Center, "How Teens Use and View AI" (24 ก.พ. 2026)
  3. Knowledge at Wharton, "Without Guardrails, Generative AI Can Harm Education" (สรุป Bastani et al., PNAS 2025)
  4. Pothong, "RIGHTS.AI Thailand", LSE Digital Futures for Children (2025)
  5. Google Gemini Help, "Manage your child's Gemini Apps experience"
  6. Common Sense Media, "Google's Gemini Platforms for Kids and Teens Pose Risks Despite Added Filters" (5 ก.ย. 2025)
  7. Axios, "OpenAI rolls out parental controls for ChatGPT" (29 ก.ย. 2025)
  8. Healio, "AAP publishes guidance for AI use in pediatrics" (5 ต.ค. 2026)